สมัยที่ยังเป็นนักศึกษา ตอนนั้นเรียนสถาปัตย์อยู่ปีสอง กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่รู้สึกเบื่อ อยากหาอะไรอย่างอื่นทำ นอกจากการเรียน เดินไปเจอโปสเตอร์แผ่นหนึ่ง เป็นงานประกวดภาพยนตร์ประกอบเพลงชาติ แล้วความรู้สึกอยากทำก็เกิดขึ้นทันที จึงแกะโปสเตอร์แผ่นนั้นเอากลับไปแปะที่ห้อง แล้วเริ่มทำ เริ่มคิด จนรู้สึกว่า สิ่งที่เราคิดจะทำมันดีพอที่จะได้รางวัล (ขนาดนั้นเลย) คอนเซปท์หลักของหนังประกอบเพลงชาติเรื่องนี้ คือ การร้องเพลง ด้วยภาษาต่างๆ เช่น ภาษามือ ของคนหูหนวกเป็นใบ้ ภาษาเบรล์ของคนตาบอด ภาษาเขียน ประกอบกับเพลงชาติที่บรรเลงทำนองโดยไม่มีเสียงร้อง เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ขาดไปเพียงสิ่งหนึ่ง คือ เสียงร้องเพลงชาติ เพื่อให้คนที่ได้ดูได้เติมเต็มให้หนังเรื่องนี้สมบูรณ์ แม้ว่าจะเป็นการร้องเพลงชาติตามในใจก็ยังดี
กติการอบแรกคือให้ส่งแนงความคิดเข้าไป ความยาวไม่เกิน 1 หน้ากระดาษ เพื่อหาผู้เข้ารอบ 50 คน ในที่สุดผมก็เข้าไปเป็น 1 ใน 50 นั้น หลังจากนั้นผู้เข้ารอบก็จะได้เวิร์คช็อป กับผู้กำกับชื่อดัง พี่ต้อม เป็นเอก รัตนเรือง เพื่อส่งผลงานเป็นสตอรี่บอร์ด แล้วตัดสินผู้เข้ารอบสุดท้ายเพียง 5 เรื่อง และเราก็เป็น 1 ใน 5 นั้น
เมื่อเข้ารอบสุดท้าย ก็มาถึงช่วงเวลาอันน่าตื่นเต้น ทางคณะผู้จัดงานประกวด ซึ่งก็คือ red bull extra ให้ทุนในการถ่ายทำมาทั้งสิ้น 40,000 บาท ด้วยความที่ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับการถ่ายหนังเลย มีแค่เพียงความตั้งใจเต็มเปี่ยม ผมจึงเดินไปหาอาจารย์ที่คณะ ว่าพอรู้จักคนในวงการบ้างหรือเปล่า อาจารย์จึงพาเราไปหาพี่ จุ๊ก อาทิตย์ อัสสรัตน์ (ซึ่งเรามารู้ทีหลังว่า พี่เค้าเป็นผู้กำกับหนังสั้นชื่อดัง) และพี่เต่านา คุยกันไปคุยกันมาในสิ่งที่เราสงสัย และพี่เค้าก็ให้เบอร์โทรศัพท์เบอร์หนึ่งมา พี่เฟิร์ส พี่ที่จะมาช่วยถ่ายภาพให้เรา
ก่อนถ่ายทำหน้าที่หลักของเราคือไปหาตัวแสดงที่โรงเรียนต่างๆ รวมถึงสถานที่ถ่ายทำ ซึ่งเป็นโรงเรียนต่างๆ และนัดทุกอย่างให้ลงตัว เพื่อให้อยู่ในวันถ่ายเพียง 1 วัน ส่วนพี่เฟิร์สจัดการกับอุปกรณ์กล้อง และไฟ และเมื่อได้วันถ่ายเรียบร้อย เราก็เรียกเพื่อนๆ ในคณะมาช่วยดำเนินการในวันถ่ายอีก 6-7 คน และในที่สุดก็ถึงวันถ่ายซะที...........
คืนก่อนถ่ายนอนไม่ค่อยหลับ นัดทีมงานทุกคน 6 โมงเช้า และเดินทางไปที่โลเคชั่นแรก โรงเรียนเศรษฐเสถียร ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนภาษามือ ถ่ายฉากร้องเพลงด้วยภาษามือ และ ภาษาเขียน การทำงานขลุกขลักเล็กน้อย เพราะขณะที่เรานั่งอยู่หน้ามอนิเตอร์ไม่สามารถสื่อสารกับน้องๆ นักแสดงได้ แต่ละเทคต้องลุกไปหาพวกเค้า และช่วยให้อาจารย์สือสารกับน้องๆเป็นภาษามืออีกที ถ่ายครบทุกช็อตเสร็จประมาณเที่ยง ต้องเดินทางไปที่โลเคชั่นต่อไป ก่อนจากได้ขอบคุณน้องๆเป็นภาษามือ ตามที่อาจารย์ช่วยสอน โรงเรียนต่อไปเป็นโรงเรียนสอนเด็กผู้พิการทางสมอง ถ่ายช็อตน้องๆยืนร้องเพลง ดูท่าทางแต่ละคนค่อนข้างควบคุมยากเพราะเค้าค่อนข้างสมาธิสั้น แต่ทุกคนก็ดูจะตั้งใจเป็นพิเศษ เสร็จจากที่นี่เรียบร้อยเกือบสี่โมง ต้องรีบไปอีกที่หนึ่ง ที่โรงเรียนสอนคนตาบอด นัดอาจารย์ที่นั่นเพื่อถ่ายช็อตที่อาจารย์พิมพ์ภาษาเบรล์ ต้องรีบถ่ายแข่งกับพระอาทิย์ที่ใกล้จะตกลงทุกที สุดท้ายก็เสร็จเรียบร้อยในเวลา 6 โมงครึ่ง เป็นวันที่แสนจะเหนื่อยอ่อน แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกสนุกสนาน คืนนั้น นั่งดูเทปที่ถ่ายไว้ทั้งคืน เพื่อเลือกเทคที่จะใช้ เพื่อที่วันรุ่งขึ้นจะง่ายสำหรับการตัดต่อ
วันรุ่งขึ้นไปนั่งในห้องตัดต่อของรุ่นน้องพี่เฟิร์ส นั่งดูและเรียนรู้วิธีการตัดต่อไปด้วย การตัดต่อเสร็จสิ้นภายในสองวัน ความยาว 50 วินาทีตามความยาวของเพลงชาติ เสร็จแล้วก็ไรท์เป็นวีซีดี ส่วนเราก็กลับมาทำแพ็กเกจให้ดูสวยงาม แล้วส่งไป ครั้งสุดท้ายที่ดูหนังตัวเองในห้องตัดต่อ รู้สึกภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้ว่าโดยเนื้องานเราจะเห็นข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ อยู่มากมายก็ตาม ตอนเดินออกมาจากห้องตัดพี่เฟิร์สบอกกับเราว่าหนังออกมาดี เราเองก็เชื่อว่ามันดีเช่นกัน
วันประกาศผล งานถูกจัดที่โรงละครโจหลุยส์ เธียเตอร์ สวนลุมไนท์บาร์ซาร์ มีรายการเล็กน้อย ก่อนที่จะประกาศผล โดยการเปิดหนังที่ได้รางวัลชนะเลิศเวลาหกโมงเย็น ทันทีที่ทุกอย่างมืดลง และปรากฏภาพแรกของหนัง เราและเพื่อนๆต่างรู้กันดีว่าเป็นผลงานของเรา แต่ต้องสำรวมเก็บอาการไว้ เพราะทุกคนกำลังยืนตรงเคารพเพลงชาติกันอยู่ เมื่อหนังจบลงและปรากฏชื่อเราบนจอ เพื่อนๆเฮกันยกใหญ่ เราได้แต่ยิ้มและเดินขึ้นไปรับรางวัล บนเวที กรรการทุกคนรวมถึงพี่ต้อมเป็นเอก พูดกับเราสั้นๆ ว่ายินดีด้วย แต่เราก็ดีใจจนบอกไม่ถูก
และก้าวเล็กๆก้าวนี้ก็กลายเป็นก้าวแรกให้เราตกหลุมรักการทำหนัง (พลอยทำให้ผลการเรียนสถาปัตย์ต่ำลงไปด้วย เทอมก่อนหน้า ได้ 4.00 เทอมต่อมาได้ 2.9 แต่ก็ไม่เสียใจ เพราะเทอมที่แล้วมันฟลุก)ซึ่งเป็นสิ่งที่เราใฝ่ฝันมานาน
*** คลิปวิดีโอด้านล่างนี้ คือ ภาพยนตร์ประกอบเพลงชาติเรื่องที่ได้กล่าวถึง ขอสงวนสิทธิ์ ในการเผยแพร่นะครับ ดูแล้วช่วยคอมเมนต์ จะเป็นพระคุณอย่างสูง สำหรับคนทำ
....................โปรดติดตามตอนต่อไป......................
หลังจากได้รับรางวัลชนะเลิศ ภาพยนตร์ประกอบเพลงชาติ ผลงานของเรา และ รางวัลชมเชยอีกสองเรื่อง ได้ถูกนำไปออกอากาศ ตอนแปดโมงเช้า และหกโมงเย็นของทุกวัน ทางโทรทัศน์ช่อง3 เรื่องละประมาณหนึ่งเดือน ตอนที่ดูผลงานตัวเองทางจอโทรทัศน์นั้น เรามักจะมองเห็นความผิดพลาดในรายละเอียดอยู่หลายอย่าง เราจึงไม่ค่อยได้ดูมากเท่าไหร่ จำได้ว่าช่วงนั้นตอนหกโมงเย็น เรามักไปนั่งที่โรงอาหาร และคอยสังเกตความรู้สึกของคนที่ได้ดู แต่ก็ดูไม่ออกจริงๆว่าคนส่วนใหญ่ชอบหรือเปล่า ที่รู้สึกได้ก็คือ มันแปลกกว่าหนังเพลงชาติที่เคยได้ดูเท่านั้น เพราะเป็นหนังเพลงชาติ ที่ไม่มีภาพของสถาบันใดๆเลย
และผลงานชิ้นนี้เองที่ทำให้ได้มีโอกาสอีกชิ้นหนึ่งเข้ามา ช่วงประมาณปลายปี 2546 ได้มีการเกิดขึ้นของสำนักงานศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรมขึ้น และทางสำนักงานได้มีโครงการที่จะจัดนิทรรศการขึ้น เพื่อให้สำนักงานเริ่มต้นเป็นที่รู้จัก เป็นนิทรรศการที่เชิญเอาศิลปินรุ่นใหม่ ในแขนงต่างๆ ทั้งสถาปนิก ช่างภาพ นักออกแบบเสื้อผ้า และหนังสั้น ซึ่งหัวเรี่ยวหัวแรงหลักคือ คุณประธานซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือ art4d และทีมงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถาปนิก ทำให้เราได้มีโอกาสเพราะพี่ๆเค้าไม่ค่อยรู้จักวงการหนังสั้นเท่าไหร่ และเราเด็กสถาปัตย์ที่มีผลงานได้รางวัล จึงได้มีโอกาสได้เป็นหนึ่งในนิทรรศการนี้ ซึ่งมีชื่อโปรเจกต์ว่า Playground project : Thai kids are alright หรือ เด็กไทยสบายดี โจทย์ก็คือให้ทุกคน ไปผลิตผลงานของตนภายใต้คอนเสปท์ เด็กไทยสบายดี
จากนั้นเราจึงเริ่มต้นทำงาน ด้วยความรู้สึกที่ว่า งานนี้เป็นนิทรรศการศิลปะ หนังสั้นของเราน่าจะเป็นหนังอาร์ตๆหน่อย จึงเป็นที่มาของหนังที่แบ่งครึ่งจอเป็นสองส่วนและเรื่องทั้งสองส่วนดำเนินเรื่องไปพร้อมกันแบบคู่ขนาน ในซีกซ้ายของจอจะป็นเรื่องราวชีวิตประจำวันของเด็กชายมัธยมคนหนึ่ง ตั้งแต่การไปเที่ยวกับเพื่อนในวันหยุดและอวดมือถือรุ่นใหม่ๆ การไปเรียนหนังสือทุกวัน และต่อด้วยโรงเรียนกวดวิชา และความคาดหวังของผู้ปกครองที่เด็กผู้ชายคนหนึ่งต้องแบกรับ ส่วนซีกขวาของจอนั้น เป็นภาพละครเวทีแนว abstract ที่เปรียบเปรยล้อไปกับ เรื่องราวของเด็กชาย โดยมีตัวแสดงนำเป็นผู้หญิง โดยที่ตัวแสดงนำในแต่ละซีก ก็ได้ไปโผล่ในอีกซีกหนึ่งในส่วนท้ายของเรื่งอ (ฟังดูอาร์ตมั้ย?)
การถ่ายทำเรื่องนี้เราทำงานสองวัน วันละซีก วันแรกค่อนข้างเหนื่อย เพราะต้องย้ายกันหลายโลเคชั่น ทั้งบนรถไฟฟ้า และสยามแสควร์ การถ่ายทำ และการประสานงานต่างๆ ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะเรามีหนังสือจากกระทรวงวัฒนธรรม เป็นใบผ่านทาง วันที่สอง มีทีมงานละครเวทีของคณะศิลปกรรมมาช่วย ( ลืมบอกไปในส่วนละคร ได้เก๋ นางเอกโฆษณาโยเกิร์ตดัชชี่ในตอนนั้นมาแสดงนำให้ ) ในส่วนของละคร และเป็นการถ่ายที่ไม่ยากเย็นนัก เพราะถ่ายเค้าเล่นยาวทีละรอบ และเปลี่ยนมุมกล้องไปในแต่ละรอบ เล่นประมาณ 6-7 รอบก็ได้ทุกอย่างที่ต้องการ จากนั้นก็นำฟุตเทจไปตัดต่อ ในวันรุ่งขึ้น กินเวลาประมาณ 3 วัน เสร็จเรียบร้อย เรานั่งดูหนังสั้นของตนเอง และค้นพบว่าเราพลาดอะไรไปหลายอย่าง หนังมันดูรู้เรื่องมากไป เพราะมันเป็นการเปรียบเปรยที่ง่ายเหลือเกิน และที่สำคัญ สำหรับเราหนังมันดูไม่ค่อยสนุกนัก แม้จะสื่อสารประเด็นได้ แต่มันก็เป็นวิธีที่ไม่ค่อยมีชั้นเชิงทางภาพยนตร์ซักเท่าไหร่
ผลงานของศิลปินทุกท่านถูกแสดงในงานซึ่งจัดที่โรงภาพยนตร์สยาม ตรงชั้น2 ช่วงวันที่ 12 ธ.ค.2546 31 ธ.ค. 2546 งานเปิดนิทรรศการ คนมีชื่อเสียงหลายคนมาร่วมงาน เราได้แต่แอบดูว่าผู้คนต่างๆรู้สึกอย่างไรกับงานของเรา แต่ก็เช่นเดิม เราไม่สามารถรู้ได้เลย และเราเองก็ไม่กล้าถามว่าเค้าคิดอย่างไร สรุปแล้วถึงแม้ว่ามันจะเป็นงานที่เราภูมิใจ แต่เป็นงานที่ทำให้เรารู้สึกแย่เหมือนกัน ในความพนายามจะเท่ห์แบบอาร์ตๆ แต่มันช่างไม่เป็นตัวเราเอาเสียเลย กลายเป็นก้าวอันแสนขรุขระที่แม้จะรู้สึกเจ็บในใจ เมื่อเราได้เรียนรู้ว่า เรามันก็แค่คนๆหนึ่งที่ไม่ได้เก่งกาจอะไร แต่ก็เป็นแรงผลักดันให้เรารู้สึกอยากแก้ตัวในงานชิ้นต่อๆไป เราเฝ้ารอและมองหา งานประกวดหนังสั้น ที่ทางที่จะให้เราก้าวเดินในงานชิ้นต่อไป และในที่สุดวันนั้นก็มาถึง
......................................โปรดติดตามตอนต่อไป....................................
เสร็จจากหนังสั้นเรื่องที่แล้ว ผมก็เฝ้าแต่รอคอยที่จะหาผลงานเรื่องต่อไป ไอ้ครั้นที่จะลุกขึ้นมาทำเองเลย เรามันก็ยังเป็นแค่นักศึกษาจนๆคนหนึ่ง ผลงานชิ้นก่อนหน้าก็อาศัยว่าเป็นงานประกวด ที่ผู้จัดงานเค้าให้เงินทุนมาหลังจากที่ได้รับคัดเลือก รอคอยอยู่ไม่นานเท่าไหร่ผมก็ได้ยินข่าวดีจากการฟังวิทยุ เป็นงานประกวดหนังสั้นงานหนึ่ง สิ่งที่พิเศษกว่างานอื่นๆ ก็คือเงื่อนไขที่ว่า เป็นหนังที่สื่อสารทัศนคติในเรื่องของเพศ ผมไม่รีรออะไรอีก และเริ่มต้นเขียนบทย่อขึ้นมาหนึ่งหน้ากระดาษ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ 4เหตุการณ์ ที่เกี่ยวข้องกับตัวละคร 4คน ซึ่งมีความโยงใยกันในแต่ละตอน ซึ่งล้วนมีผลต่อกันและกัน โดยไม่เรียงตามลำดับเวลา แต่เรียงเป็นตอนๆ โดยอ้างอิงชื่อตอนจากขั้นตอนการมีเพศสัมพันธ์ หนังเรื่องนี้มีชื่อลามกๆ ว่า "Make Love Stories"
หนังแบ่งเป็นตอนๆ 4 ตอน ซึ่งอ้างอิงชื่อตอนแต่ละตอนจากขั้นตอนการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่
บทที่ 1 เล้าโลม / บทที่ 2 เข้าจังหวะ / บทที่ 3 เร่งเร้า / บทที่ 4 จุดสุดยอด โดยที่ก่อนที่จะเริ่มต้นหนังแต่ละบท จะมีคุณหมอท่านหนึ่งมาอธิบายถึงขั้นตอนข้างต้น ในแง่วิทยาศาสตร์ และความรู้สึก (ให้ความช่วยเหลือโดย คุณหมอพันศักดิ์ ที่คุ้นหน้าคันตาจากรายการ ชูรักชูรส) หนังเล่าถึงเหตุการณ์ 4 เหตุการณ์ที่ไม่ได้เรียงตามลำดับเวลา ก่อน-หลัง ของคนสี่คนซึ่งไม่ได้รู้จักกันเลย ซึ่งได้แก่ ชายหนุ่มเสเพลคนหนึ่ง, นักศึกษาขายตัว, เด็กเนิร์ดช่างจินตนาการ และ นางพยาบาลสาวผู้คอยดูแลคนป่วยโรคเอดส์ (ซึ่งอดีตเคยเป็นชายหนุ่มเสเพล) หนังทั้งเรื่องไม่ได้พูดถึงการร่วมรักแต่ประการใด (แต่ก็มีฉากทะลึ่งอยู่บ้างเล็กน้อยตามประสาคนลามก) แต่เป็นการเปรียบเทียบเรื่องไปกับขั้นตอนต่างๆในการร่วมรัก และที่สำคัญ หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องของการเกิดขึ้นของความรัก และเป็นเรื่องของชีวิตคนที่ต่างมีวิธีจัดการในเรื่องเพศของตัวเอง
หลังจากเรื่องย่อผ่านรอบแรก และสตอรี่บอร์ดผ่านรอบที่สอง ผมก็ได้รับเงินทุนมาจำนวนหนึ่งซึ่งไม่ได้มากมายอะไร หนังเรื่องนี้จึงเต็มไปด้วยการใช้วัตถุดิบใกล้ตัว ตั้งแต่ยืมกล้องมินิดีวี ของเพื่อน ตัวละครทุกคนแสดงโดยเพื่อนในคณะ ผมขอให้พี่เฟิร์สมาถ่ายให้ โดยไม่มีค่าตอบแทน แต่บอกพี่เค้าไปว่า ถ้าได้รางวัล เงินรางวัล 1 ใน 3 จะเป็นของพี่ โลเคชั่นต่างๆ ผมก็ใช้วิธีขอหนังสือจากทางมหาลัย เพื่อขออนุญาตใช้สถานที่ถ่ายทำได้ฟรีๆ ถ่ายที่โรงพยาบาล 1 วัน ถ่ายที่หอพักของเพื่อนอีกหนึ่งวัล วันต่อมา ยกกันไปถ่ายกันกลางตลาดโดยที่ชาวบ้านแถวนั้นไม่มีใครรู้เรื่อง ต่อจากนั้นก็โบกรถเมล์ขึ้นไปถ่ายฉากบนรถเมล์ จนกระเป๋ารถเมล์ตะโกนด่า ก็พากันลง การทำหนังเรื่องนี้เป็นไปอย่างสนุกสนานครื้นเครง หลังจากนั้นเสร็จเรียบร้อย ออกมายาว 18 นาที เกินกว่ากติกาที่กำหนดว่า 15 นาที แต่ก็ส่งไป อาทิตย์ต่อมาพี่ที่จัดงานโทรมาบอกว่าตัดหนังให้สั้นลงได้มั้ย ผมบอกไปว่าไม่ได้รางวัลก็ไม่เป็นไร(จริงๆก็อยากได้อยู่) แต่ขอให้หนังเป็นอย่างนั้น แต่จนแล้วจนรอดผมก็กลับมาตัดหนังให้สั้นลง เหลือ 16 นาทีนิดๆ ซึ่งก็ยังเกินอยู่ดี
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ได้จากการทำหนังเรื่องนี้ก็คือ เราได้เรียนรู้อะไรต่างๆมากมาย ทั้งวิธีการเล่าเรื่องในแบบของเรา การแก้ปัญหาต่างๆ ความสนุกสนานกับการได้ทำงานกับเพื่อนๆในปีสุดท้ายของการเป็นนักศึกษา และที่สำคัญ เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น และยิ่งหลงใหลกับทางเดินเส้นนี้ สุดท้ายแล้ว หนังสั้นเรื่องนี้ ก็ได้รับรางวัลชนะเลิศ ภาพยนตร์สั้น โครงการหนังม่านรูด (จัดโดยมูลนิธิเข้าถึงเอดส์) หนังทุกเรื่องที่เข้ารอบสุดท้ายได้ฉายในงานซึ่งจัดขึ้นที่โรงหนัง EGV METROPOLIS นอกจากนี้ยังได้รู้จักกับพี่ๆอีกหลายคน รวมไปถึงพี่เก้ง จิระ มะลิกุล ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการตัดสิน
หลังจากนั้นผมส่งหนังเรื่องนี้เข้าประกวดในงานหนังสั้น ของมูลนิธิหนังไทย และได้รับรางวัล ช้างเผือก รองชนะเลิศ มาอีกหนึ่งรางวัล หลายเดือนต่อจากนั้น หนังถูกเลือกให้ไปฉายในงาน Sao Paolo Short films Festival ที่ประเทศบราซิล
ผมเรียนจบจากคณะสถาปัตย์ และผลงานทั้งหมดที่ได้ทำมาก็เป็นเหมือนใบเบิกทาง ให้ผมได้ทำงานในตำแหน่ง ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา ซึ่งดูเหมือนเป็นเส้นทางในฝัน แต่ถึงอย่างไร มันก็คือการที่ผมได้เริ่มต้นนับก้าวที่หนึ่งใหม่อีกครั้ง.................
....................................โปรดติดตามตอนต่อไป...................................