01-LivingRoom

 

วันที่ 4 ตุลาคม 1957 สหภาพโซเวียตส่งดาวเทียมดวงแรกของโลก สปุตนิก1 ขึ้นจากศูนย์อวกาศไบคานอร์ สาธารณรัฐคาซักสถาน โดยจรวดR7 สปุตนิก1  เป็นโลหะทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 58 เซนติเมตร น้ำหนัก 83.6 กิโลกรัม โคจรรอบโลกทุก 96 นาที 12 วินาที

วันที่ 3 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน สปุตนิก2 ขึ้นสู่วงโคจรรอบโลก ครั้งนี้มี “ไลก้า” สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ด อยู่ในยาน ไลก้าเป็นสิ่งมีชีวิตแรกที่เดินทางหลุดพ้นชั้นบรรยากาศรอบโลก ดาวเทียมดวงนี้ ไม่ได้กลับลงสู่พื้นโลก ไลก้าโคจรรอบโลกชั่วนิรันดร์ เซ่นสังเวยการศึกษาวิจัยชีววิทยาในอวกาศ
- จาก The Complete Chronicle of World History

 

ดาวเทียมสปุตนิก ปรากฏตัวเป็นจุดเล็กๆ บนท้องฟ้ายามค่ำคืนในภาพยนตร์เรื่อง October Sky หนังในดวงใจของผมเรื่องหนึ่ง และได้กลายเป็นทั้งสัญลักษณ์ และแรงบันดาลใจให้กับเด็กหนุ่มนักเรียนมัธยมในเรื่อง ได้ร่วมกันกับเพื่อนๆ ประดิษฐ์จรวดที่ยิงขึ้นไปบนท้องฟ้า เป็นประตูและจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเด็กชาวเหมืองถ่านหินที่ยากจน ได้กลายเป็นเรี่ยวแรงสำคัญขององค์การ NASA ในอนาคต   หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นจากเรื่องจริง

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าสปุตนิกสำหรับผมคือ เจ้าไลก้า สุนัขที่ถูกส่งไปนอกโลกโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ สิ่งที่น่าสงสัยคือ ระหว่างที่มันอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย จ้องมองโลกจากอวกาศด้านนอกนั้น เวลาของมันเดินทางอย่างไร ในเมื่อเวลาที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ คือค่าคงที่ที่เราใช้กันเฉพาะบนดาวเคราะห์ดวงที่เรียกว่าโลก

แล้วหนึ่งวินาทีของเรา กับหนึ่งวินาทีของเจ้าไลก้า มันยาวนานเท่ากันหรือไม่  เป็นคำถามที่ผมเองก็ไม่สามารถรู้คำตอบที่แน่นอนได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ อวกาศ และเวลา ซึ่งเป็นเนื้อหาของฟิสิกส์ขั้นสูงที่ผมคงไม่มีปัญญาเล่าเรียน

ทฤษฎีของนิวตันได้เคยให้คำอธิบาย และเป็นการลบล้างทฤษฎีของแมกซ์เวล ที่พูดถึง ความเร็วแสงที่เดินทางด้วยความเร็วคงที่  “ถ้าหากจะบอกว่าแสงเดินทางด้วยความเร็วคงที่ จะต้องระบุด้วยว่าความเร็วคงที่เมื่อเทียบกับอะไร เพราะไม่มีสิ่งใดหยุดนิ่งอย่างแท้จริง”

คงจะเป็นจริงอย่างที่ทฤษฎีของนิวตันว่าไว้ เพราะโลกไม่เคยหยุด นอกจากที่ต้องหมุนรอบตัวเองแล้ว ยังต้องโคจรรอบดวงอาทิตย์ หรือแม้แต่ระบบสุริยะจักรวาลเอง ก็ยังคงเคลื่อนไหวตลอดเวลา วินาที นาที ชั่วโมง วัน เดือน ปี จึงเป็นเพียงค่าคงที่ ที่เราใช้เป็นเครื่องหมาย(หรือสัญลักษณ์?) ของเวลาที่ชีวิตได้ดำเนินผ่านไป ตอนที่เราหายใจอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนี้เท่านั้น

อย่างไรก็ตามแม้กระทั่งอยู่บนโลกใบเดียวกัน เวลาแต่ละวินาทีก็ใช่ว่าจะยาวนานเท่ากัน อย่างที่ไอน์สไตน์ได้อธิบายทฤษฎีสัมพัทธภาพของเขาไว้ว่า วางมือบนเตาไฟ 1 นาที มันยาวนานเหมือน 1 ชั่วโมง แต่นั่งคุยกับหญิงงาม 1 ชั่วโมง ดูราวกับนาทีเดียว นี่คือวิถีแห่งสัมพัทธภาพ
...อธิบายได้เข้าใจง่ายกว่านิวตันมาก

ในหนังสือนิยาย สปุตนิก สวีตฮาร์ต ตัวละครในเรื่องที่ชื่อว่ามิว ได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจมากต่อสุมิเระ “เครื่องหมายกับสัญลักษณ์แตกต่างกันอย่างไร?”  เธอกระวนกระวายใจคิดค้นหาคำตอบอยู่นานสองนาน และในที่สุดเธอก็ได้รับคำตอบที่เข้าใจง่ายๆ จากผู้ชายคนหนึ่งที่แอบหลงรักเธอว่ามันต่างกันอย่างไร
ถ้า A เป็นสัญลักษณ์ของ B ไม่ได้หมายความว่า A=B แต่เมื่อคุณพูดว่า A คือเครื่องหมายของ B ดังนั้น A=B

ผมลองยกตัวอย่างง่ายๆว่า ถ้าดอกไม้ คือสัญลักษณ์ของ “ความรัก” เราสามารถให้ดอกไม้แทนความรู้สึก “รัก” ของเราได้ แต่ดอกไม้ไม่ใช่ความรัก เราจึงไม่เรียกดอกไม้ว่าเป็นเครื่องหมายของความรัก เช่นเดียวกับการที่เรามักจะบอกกันว่า “ปีใหม่” คือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่
แต่ปีใหม่ ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่

 

หลังจากที่ยกข้อมูล และทฤษฎีต่างๆนาๆ เพื่อให้ข้อความที่เขียนมาดูฉลาดขึ้นและน่าหมันไส้มากขึ้น ในที่สุดก็โยงเข้าเรื่องซะที
หนึ่งปีที่ผ่านมาเป็นหนึ่งปีที่เหมือนกับโลกหยุดหมุน สำหรับผม

“โลกหยุดหมุน” นั้นใช้แทนความหมาย(เป็นสัญลักษณ์?) ของทั้งเรื่องราวในแง่ดี และแง่ร้าย แต่มันไม่ใช่เครื่องหมาย เพราะฉะนั้นมันจึงไม่เท่ากับทั้งสองอย่าง บางคนใช้ โลกหยุดหมุน เมื่อเกิดอาการตกหลุมรัก วินาทีที่เราตกหลุมรักใคร เหมือนกับช่วงเวลานั้นโลกมันหยุดหมุน แต่เมื่อเราได้พูดคุย ได้ยิ้ม และทำความรู้จัก ช่วงเวลานั้นมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งชั่วโมงราวกับหนึ่งนาที (ช่างดูขัดแย้งยิ่งนัก)

ในอีกแง่หนึ่ง “โลกหยุดหมุน” คือการไม่เคลื่อนที่ไปไหน ไม่เดินหน้า ไม่ถอยหลัง แค่เพียงหยุดนิ่งอยู่กับที่เฉยๆ    ในช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ผมรู้สึก “โลกหยุดหมุน” ในกรณีหลัง

ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสได้ทบทวนอะไรต่างๆมากมายหลายเรื่อง และสุดท้ายก็ได้คำตอบกับตัวเองบ้าง และไม่ได้บ้าง ได้ทำบางอย่างที่อยากทำ ได้ทำบางอย่างที่ไม่อยากทำ และไม่ได้ทำบางอย่างที่ตั้งใจจะทำ แต่อย่างไรก็ตาม การที่โลกหยุดหมุนก็ไม่ได้มีความหมายในแง่ใดแง่หนึ่งสำหรับผม เช่นเดียวกับที่ “ปีใหม่” ไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับผมมากไปกว่า “ปีใหม่”

ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายแทนค่าอะไร ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่การหยุดพัก ไม่ใช่การเฉลิมฉลอง และสุดท้ายแล้ว “โลกหยุดหมุน” ก็เป็นเพียงแค่ “ความรู้สึก” ที่อาจมั่วนิ่มอธิบายได้ด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพ แต่มันก็คงไม่ใช่การหยุดหมุนจริงๆ ในเมื่อเราเองก็เป็นเพียงแค่สิ่งมีชีวิตจุดเล็กๆ ที่อยู่บนดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ ซึ่งยังคงหมุนรอบตัวเอง และโคจรรอบดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆ ในระบบสุริยะจักรวาลเล็กๆ ในอวกาศที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

 

อวกาศ เวลา ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ช่างเป็นเรื่องที่เข้าใจยากจริงๆ

 

สำหรับคนที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ผมก็คงต้องขออวยพรตามประเพณี
ขอให้มีแรงและพลัง พร้อมที่จะเจอกับเรื่องดีๆ และเรื่องแย่ๆ ในช่วงเวลาที่จะผ่านเข้ามาและดำเนินต่อไป ทุกวินาที นาที ชั่วโมง วัน เดือน และปี

สวัสดีปีใหม่(ที่ไร้ความหมาย)