01-LivingRoom

 

 

 

 

มีสองสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด คือเอกภพ และความโง่เขลาของมนุษย์

แต่เอกภพผมไม่แน่ใจนัก ,Albert Eistien

(เค้าคงพูดเป็นภาษาอังกฤษ แต่ผมยกคำแปลมา)

 

วันหยุดสงกรานต์ 5 วันที่ผ่านมา ตั้งเป้าหมายไว้กับตัวเองไว้ว่าจะทำอะไรบ้าง อย่างแรก จะเขียนบทหนังสั้นที่เกาะอยู่ในหัวมาปีนึงได้ออกมาเป็นตัวหนังสือให้เสร็จ ซะที อย่างที่สอง ทำความสะอาดห้อง และซักผ้าห่มที่เริ่มเหม็นขึ้นเรื่อยๆ และข้อสุดท้ายเตรียมข้อมูลที่จะนำไปสอนนักศึกษา สัปดาห์หน้าให้เรียบร้อย แต่สุดท้ายก็ ใช้เวลาไปกับอะไรไม่รู้จนย่างเข้าสู่วันที่ 17 ดีที่ได้เอาผ้าห่มไปซัก และ ได้ทำความ สะอาดห้อง จนพอจะเห็นความแตกต่าง ระหว่างห้อง กับรังหนูไปได้บ้าง ข้อมูลที่จะ เอาไปสอนนักเรียน ก็ยังไม่เรียบร้อย ส่วนเรื่องบทหนังสั้นนั้นไม่ต้องกล่าวถึง แค่หยิบ ดินสอขึ้นมาเขียนสักบรรทัดก็ไม่ได้ทำ(แต่อุตส่าห์ซื้อสมุดมาแล้วนะ) ห้าวันมานี้ทำให้ ได้รู้จักคู่ต่อสู้ที่เอาชนะยากที่สุด ความขี้เกียจของตัวเราเอง ตอนนี้จึงเปลี่ยนเป้าหมาย ใหม่ อย่างแรกต้องชนะไอ้ตัวขี้เกียจนี่ให้ได้ อย่างน้อยแพ้คะแนนก็ยังดี หลังจากแพ้น็อคมันมาหลายครั้งแล้ว ขอตั้งชื่อภารกิจนี้ ตามประโยคที่ได้ยินจากโฆษณา ADIDAS ที่ผมชอบมาก Impossible is not a fact, Its an opinion เป็นไปไม่ได้ไม่ใช่ข้อเท็จจริง มันเป็นแค่ความคิดเห็น (แล้วมันเกี่ยวกันตรงไหนหว่า)

 

พูดถึงเรื่องไปสอนนักเรียน พอดีว่าเพื่อนที่มันเป็นอาจารย์อยู่ที่คณะสถาปัตย์ ที่ๆผมเรียนจบมา มันโทรมาชวนให้ไปเล็กเชอร์พิเศษ ให้นักเรียนฟัง เกี่ยวกับประสบ การณ์ในการทำงาน และวิธีคิดต่างๆ ไอ้เราก็ปากดีรับคำมันไป เพราะคิดว่าเรามันคงมีดี มั่งล่ะน่า นั่งคิดอยู่ตั้งนานว่ากูจะเอาอะไรไปสอนพวกมันฟะ ไอ้เรามันก็เพิ่งเรียนจบ และออกมาทำงานได้แค่สามปี ต้องไปสอนนักเรียนเหมือนคนแก่ๆประสบการณ์เยอะๆเนี่ย กูจะเอาอะไรไปสอนพวกมัน(วะอีกที) สุดท้ายจึงตั้งชื่อหัวข้อการบรรยายนี้ด้วยคำหรูๆว่า Creativity and Inspiration to Communication ( เท่ห์ซะไม่มี ภาษาอังกฤษถูกหลัก ไวยกรณ์รึเปล่าก็ไม่รู้) ถ้านักเรียนที่จะได้เรียนในคาบนั้น บังเอิญผ่านมาอ่านเจอ ก็ต้อง ขอโทษกันตรงนี้เลยละกัน ที่มันออกจะมั่วๆหน่อย แต่ก็มีประเด็นก็แล้วกันวะ ช่วยตั้งใจฟังด้วย !

 

 

จบซะดื้อๆเลยละกัน จะเตรียมข้อมูลในการสอนต่อแล้ว ไอ้ตัวขี้เกียจมึงจะไปไหนก็ไป กูจะทำงาน

สู้โว้ย ,ปวีณา ทองสุก (ใช่คนนี้รึเปล่าวะ) นักยกน้ำหนักทีมชาติไทย

สวัสดี

posted on 13 Oct 2007 00:14 by brawatcher  in 01-LivingRoom

ไม่ได้เข้ามาอัพเดทประมาณชาติเศษๆได้ ช่วงนี้งานยุ่งชิบหายเลยครับ คืนนี้พอมีเวลาว่างเลยแวะมาทักทายทุกคนที่หลงเข้ามา

"สวัสดีครับ"

รูปข้างบนเป็นรูปผมเอง พ่อแม่หัดให้สูบบุหรี่ตั้งแต่เด็ก จากนั้นพอมาลองสูบตอนโตแล้ว ปรากฏว่าไม่ดูดี ดูน่ารักเหมือนตอนเด็กๆ เลยไม่เคยสูบบุหรี่อีกเลย ใครมีลูกลองทำเหมือนพ่อแม่ผมก็ได้นะ พอลูกโตมาเค้าจะได้ไม่สูบบุหรี่

พูดถึงคนสูบบุหรี่ ผมอิจฉาคนสูบบุหรี่อยู่เรื่องหนึ่ง คือ สามารถเดาล่วงหน้าได้ว่าจะตายยังไง การที่เราเดาการตายได้ล่วงหน้านี่ดีนะ เราจะได้เตรียมพร้อมสำหรับความตายที่รออยู่ ผมยังเดาไม่ออกเลยว่าตัวเองจะตายยังไง แต่คาดหวังไว้ว่า อยากตายด้วยโรคหัวใจ ผมว่าเท่ห์ดี

สวัสดี

 

 

 

โลกนี้สีรุ้ง

posted on 18 Oct 2007 22:52 by brawatcher  in 01-LivingRoom

สมัยที่ผมเรียนชั้น ม.6 ช่วงนั้นผมชอบเขียนหนังสือมาก ในรายวิชาภาษาไทย อาจารย์สั่งให้ทุกคนในชั้น ทำผลงานทางภาษามาคนละ 1 ชิ้น ผมเขียนเรื่องสั้นกึ่งนิทานขึ้นมาหนึ่งเรื่อง (ผมไม่รู้ว่าจะเรียกมันเป็นอะไรดี เพราะมันไม่ใชนิทาน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสั้น เพราะใช้วิธีการแบบนิทาน แต่เนื้อหามันไม่ใช่นิทาน เออ จะเรียกว่าอะไรก็ช่างมันเหอะ) เรื่องราวของโลกใบหนึ่ง ที่ไม่มีสี ทั้งโลก มีเพียงสีขาว สีดำ และสีเทา สิ่งเดียวในโลกที่มีสีก็คือ รุ้งกินน้ำ วันหนึ่ง สีหนึ่งในนั้น เริ่มสละตนเอง เพื่อให้บางอย่างในโลกมีสีเดียวกับสีของตน และแต่ละสีของรุ้งกินน้ำก็ลดลงไปเรื่อยๆ เรื่องที่เหลือคงต้องไปคาดเดากันเอาเองละกัน ไม่อยากจะมาเล่าในที่แห่งนี้ หน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ ผมยกข้อความของเออร์เมสต์ เฮมมิ่งเวย์มาไว้ "โลกใบนี้น่าอยู่ และคุ้มค่าที่จะต่อสู้เพื่อปกป้อง"

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ วันหนึ่งมีคณะกรรมการชุดหนึ่งมาดูงานที่โรงเรียนของผม (ในเวลานั้นผมเรียนจบออกมาแล้ว) หนึ่งในนั้นเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ และด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบ หนังสือเรื่องนี้ที่ผมเขียนก็ได้กลายเป็นหนังสือที่พิมพ์จำหน่ายจริงๆ ในเวลานั้นเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจมากสำหรับผม ผมได้ค่าต้นฉบับมาห้าพันบาท ไม่มากมายนัก แต่การที่ได้เห็นชื่อตัวเองอยู่บนปกหนังสือ ก็เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจไม่น้อย โดยเฉพาะกับเด็กบ้านนอกที่เพิ่งเรียนจบม.6

สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ เรื่องราวของผมถูกทำให้กลายเป็นหนังสือนิทานเต็มตัว คำพูดในหน้าสุดท้ายที่ผมกำลังพยายายามบอกความหมาย ของเรื่องราวถูกตัดทิ้ง เหลือเพียงเฉพาะเรื่องราวของโลกขาวดำและรุ้งกินน้ำนั้น

หนังสือเล่มนี้ถูกจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สิปประภา เมื่อประมาณหกหรือเจ็ดปีก่อน คงมีไม่กี่คนที่เคยได้อ่าน เพราะเด็กคงไม่ชอบเรื่องราวที่เข้าใจยากแบบนี้แน่ๆ และผู้ใหญ่ก็คงไม่อ่านหนังสือนิทานปกแข็งประกอบแบบนี้เป็นแน่แท้ และที่สำคัญมันก็ไม่ใช่หนังสือที่ดีสักเท่าไหร่ เมื่อประมาณสองปีก่อนผมเห็นหนังสือของตัวเองในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ บู๊ตของสายส่งสุขภาพใจ ในมุมหนังสือลดราคา ยืนดูอยู่นานสองนาน ไม่เห็นมีใครหยิบชม ก็เลยซื้อมาเล่มนึง ไม่รู้ว่างานสัปดาห์หนังสือในปีนี้จะพอยังมีเหลืออยู่รึเปล่า ถ้าผู้ใดพบเห็นก็ช่วยอุดหนุนกันหน่อยนะ หวังว่าจะมีคนได้อ่านมันเพิ่มขึ้น สักคนสองคนก็ยังดี