cloverfield

หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ อาการที่เด่นชัดที่สุดที่เกิดขึ้นกับคนดูแทบจะทุกคน คงหนีไม่พ้น อาการคลื่นไส้ เวียนหัว และ อยากจะอ้วกออกมาซะให้ได้ บางคนอาจถึงกับด่าว่าหนังห่าอะไรวะ ไม่มีเรื่องราวอะไรเลย มึนหัวชิบหาย แต่อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ล้วนเป็นข้อยืนยันว่า เราได้มีประสบการณ์อยู่ในโลกของ cloverfeild เสียแล้ว

หากพูดในแง่ความเป็นหนัง Cloverfield เป็นหนังที่แทบจะไม่มีเรื่อง หนังถ่ายทอดผ่านกล้องวิดีโอ ที่ตัวละครคนหนึ่งใช้บันทึกภาพงานเลี้ยงส่งเพื่อนของเขา ที่กำลังจะไปทำงานที่ญี่ปุ่น โดยที่ยังไม่ได้เคลียร์ความเข้าใจ กับแฟนสาวของเขา แต่ระหว่างงานเลี้ยงนั้น สัตว์ประหลาดก็บุกเมืองอย่างไม่มีที่มาที่ไป เช่นเดียวกับตัวละครในหนัง คนดูถูกทำให้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และไอ้ตัวนี้มันมาจากไหน ที่ทำได้ก็แค่วิ่งหนีเอาตัวรอดเท่านั้น อย่างที่บอกคือภาพในหนังเป็นภาพจากกล้องวิดีโอ จากสายตาของตัวละครหนึ่งในหนัง ภาพที่ออกมาจึงดิบ และสั่นไหวอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้คนดูอย่างเราต้องมึนหัวจนแทบอ้วก แต่ก็สร้างความตื่นเต้น ราวกับอยู่ในเหตุการณ์จริงด้วยเช่นกัน หนังใช้ประโยชน์จากความเป็นกล้องวิดีโอ เป็นเทคนิคในการเล่าเรื่องได้อย่างฉลาด ที่น่าทึ่งที่สุดคือ การใช้ flashback ที่ฉลาดที่สุดเท่าที่เคยดูมาเลยก็ว่าได้ flashback ดังกล่าวมาในรูปแบบของภาพที่อยู่ในม้วนเก่า ซึ่งถูกอัดทับอยู่ เพราะฉะนั้นช่วงรอยต่อต่างๆ ของวันที่เมืองถูกถล่ม ที่ถูกถ่ายไว้ เราจะได้เห็นแง่มุมดราม่าของตัวละครเอกผ่านภาพในวิดีโอที่ถูกบันทึกไว้ก่อนหน้านั้น และด้วยความไม่มืออาชีพของคนถ่าย เราจึงได้เห็นภาพที่ถูกถ่ายไว้ก่อนหน้าเป็นระยะๆ (คนที่เคยใช้กล้องประเภท มินิดีวี จะเข้าใจเหตุการณ์นี้ดี) และนอกเหนือจากแง่มุมดราม่าของตัวละครนำแล้ว ยังแอบซ่อนสิ่งที่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งของเหตุการณ์นี้ก็เป็นได้ พูดกันถึงตัวหนังแล้วก็เป็นหนังที่ให้ความสนุกสนานตื่นเต้นได้ตามมาตรฐานของฮอลลีวู้ด ถ้าไม่นับวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ ก็เป็นหนังที่พอดูเอาสนุกได้เรื่องหนึ่ง น่าเสียดายที่ตอนท้ายกลับเลือกที่จะทำลายแนวทางที่ตัวเองเป็นมาตั้งแต่ต้น ที่พยายามสร้างความสมจริงมาตลอด ภาพที่ชัดเจนของไอ้ตัวนั้นในตอนท้าย จึงลดระดับตัวเองจนเป็นเหมือนภาพจากวิดีโอเกมดีๆ เพียงแค่นั้น

แต่สิ่งที่น่าพูดถึงอีกเรื่องสำหรับ cloverfield คือสิ่งที่ผมเรียกมันว่า “การออกแบบประสบการณ์” (ไม่แน่ใจว่ามันมีศัพท์วิชาการรึเปล่า ขอเรียกอย่างนี้แล้วกัน) การออกแบบที่ว่าเป็นแนวทางหนึ่งที่นิยมกันในหลายปีที่ผ่านมา โดยเรามักจะเห็นการออกแบบประเภทนี้ ในแวดวงของการออกแบบต่างๆ และ แวดวงศิลปะ (โดยเฉพาะงานประเภท installation art) จุดประสงค์คือนอกเหนือจากการออกแบบแล้ว คือการให้คนที่ชมหรือเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับงานออกแบบนั้นๆ มีประสบการณ์ร่วมกับมัน เช่นเดียวกับงานสถาปัตยกรรม ก็มีการออกแบบในแนวทางนี้เช่นกัน คือ นอกเหนือจากออกแบบสิ่งก่อสร้าง หรือาคารต่างๆ ยังออกแบบประสบการณ์ของผู้ที่เข้ามาที่สถาปัตยกรรมชิ้นนั้นๆด้วย ตัวอย่างเช่น Blur Building งานออกแบบของ Diller & Scofidio สิ่งก่อสร้างที่ถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำ ดูภายนอกราวกับก้อนเมฆ ก่อนที่จะเข้าไปในอาคารหลังนี้ เราจะได้รับเสื้อคลุมกันฝน เพื่อเดินเข้าไป โดยไม่เปียก สิ่งที่เราสามารถรู้สึกได้คือ ไม่เพียงเราจะได้เห็น space หรือ function ของอาคารเท่านั้น เรายังได้มีประสบการณ์ร่วมไปด้วย และประสบการณ์ที่ว่านี้เองที่ทำให้เราจดจำมัน ไม่เพียงแค่ชื่นชมในความสวยงาม ซึ่งแน่นอนว่า ประสบการณ์นี้ ได้ถูกออกแบบมาแล้ว

blur building
blur building

 

กลับมาพูดถึง Cloverfield กันต่อ ผมเชื่อว่าหนังเรื่องนี้ได้มีการออกแบบประสบการณ์ให้กับผู้ชมโดยที่เราอาจจะไม่ได้รู้ตัว เพราะนอกเหนือจากตัวหนัง ที่ทำตัวหลบๆซ่อนๆเพื่อเรียกร้องความสนใจใครรู้ตั้งนานสองนาน รวมไปถึงการสร้างเว็บไซต์เพื่อให้ข้อมูลที่ทำให้โลกในหนังดูน่าเชื่อถือ(ถึงแม้จะเป็นเรื่องโม้ก็เถอะ) อย่างเว็บไซต์เครื่องดื่ม Slusho! บริษัทที่พระเอกกำลังจะไปทำงาน (ซึ่งเมื่ออ่านประวัติของบริษัทนี้เราจะได้ข้อมูลอันน่าสงสัยเกี่ยวกับการทดลองที่กลางทะเล) รวมไปถึง my space ของตัวละครในเรื่องราวกับว่าพวกเขามีชีวิตอยู่ในโลกนี้จริงๆ นอกจากนั้นยังมีคลิปข่าวหลอกๆ ที่รายงานข่าวว่าแท่นขุดเจาะน้ำมัน(อีกธุรกิจหนึ่งของบริษัทที่พระเอกกำลังจะไปทำงานด้วย) ถูกทำลายโดยบางอย่าง และจมลงในมหาสมุทร สิ่งเหล่านี้เป็นข้อยืนยันที่ดีว่า ทีมงานผู้ผลิตหนังเรื่องนี้ มันไม่ได้แค่ทำหนังเท่านั้น แต่มันออกแบบประสบการณ์ให้คนดูอย่างเราด้วย ซึ่งต้องได้รับคำชมในมันสมอง และความช่างคิดของเขา คนหนึ่งที่เป็นต้นคิดสำคัญของโปรเจกต์นี้คือ J.J.Abrahams ผู้สร้าง ซีรีส์ที่ดีที่สุดในชีวิตการดูซีรีส์ของผมอย่าง “LOST” ซึ่งในซีรีส์ชุดที่ว่าก็เคยใช้วิธีการเดียวกันมาแล้ว เพื่อให้ข้อมูลอื่นๆ ให้เราได้เข้าใจที่มาที่ไปมากขึ้น และดูหนังได้อย่างสนุกมากขึ้นด้วย และที่สำคัญมันถูกทำขึ้นมาอย่างมีชั้นเชิง


ถึงแม้ว่าสิ่งทั้งหลายที่ทำขึ้นมาอาจจะเป็นเพียงแค่การตลาดเพื่อให้หนังดัง และไม่ใช่อะไรที่ใหม่ หลายปีก่อน The Blair Witch Project ก็เคยใช้วิธีนี้มาก่อน แต่อย่างน้อยเราก็ได้มีประสบการณ์ร่วมไปกับโลกของ Cloverfield จะมากจะน้อยก็แล้วแต่บุคคล และผมเชื่อว่าอาการอยากอ้วกหลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้ ถูก “ออกแบบประสบการณ์” ไว้แล้ว

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

เข้าไปดู my space ของตัวละครในเรื่องได้ที่

http://www.myspace.com/robbyhawkins

http://www.myspace.com/jj_hawkins

http://www.myspace.com/lily_ford

http://www.myspace.com/beth_mcintyre

http://www.myspace.com/hudsonplatt

http://www.myspace.com/marlenadiamond

เว็บไซต์บริษัทที่พระเอกจะไปทำงานด้วย : http://www.tagruato.jp/

เว็บไซต์เครื่องดื่ม slusho! อีกหนึ่งธุรกิจของบริษัท tagruato : www.slusho.jp

 

 

คลิปข่าวหลอกๆ แท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลของบริษัท tagruato ถูกโจมตี

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เป็นหนัง สัตว์ประหลาด บุกเมืองในอุดมคติของผมเลยครับ

นี่แหละวอร์ ออฟเดอร์ เวิร์ล ในรูปแบบที่มันควรจะเป็น

double wink

#1 By daylight on 2008-01-25 14:02

ตอนที่ได้ดูก็รู้สึกได้เลยว่าผู้สร้างนั้นเข้าใจคิดจริงๆ การถ่ายทอดเรื่องราวทำได้อย่างไหลลื่นสุดๆ และยังดูสมจริงๆ เหมือนว่าเป็นเหตุการณ์จริงๆ ถ่ายมาจริงๆ

สำหรับผมนับว่าเป็นหนังที่โดนใจมากๆเลยครับ

ปล. ยิ่งมารู้ว่ามีข้อมูลแวดล้อมนอกจากในหนัง ออกมาให้ผู้ชมได้เข้ามามีส่วนร่วมอีก ยิ่งดูน่าทึ่งเข้าไปใหญ่

#2 By tamanxzg on 2008-01-25 14:12

ยังบ่ได้ไปดูเลยครับsad smile

#3 By nonworld on 2008-01-25 14:17

นึกถึงตอน แบร์วิช โปรเจค นะครับ
ด้วยการกำกับภาพที่คล้ายกันแล้ว
การ PR ก็คล้ายกัน จำได้ว่าตอนนั้น
แบร์วิชฯ ถึงกับทำเว็บไซต์เสนอเหมือนภาพข่าว
และมีการส่งต่อๆกัน

รวมทั้งมีการจัดทำบทสัมภาษณ์ผู้คนประมาณว่า
เห็นเด็กกลุ่มนึง เข้าป่าไปทางนี้ หรือภาพข่าว
เข้าไปเจออุปกรณ์ดำรงชีพ เด็กของกลุ่มนั้น
รวมถึง ภาพตำรวจ เก็บกวาดของกลาง จากในป่า
เป็น installation ระดับประเทศเลยทีเดียว ^-^
ผมไม่อ้วกนะ....รู้มาก่อนอยู่เเล้วว่าจะเปนเเบบนี้เลยทำใจได้
เเต่ผมชอบนะ....เเม่เหมือนหนังทุนต่ำดี...เเล้วสดระทึกดี
มุมกล้องมันเหมือนไม่ได้ตั้งใจนะเเต่ขอบอกว่ามุมกล้องนะเหลือเเดรกมากกก
เหมือนถ่ายๆไปเเต่ภาพที่ออกมามันใช่มากกก
ยกนิ้วหั้ยเหมือนกานเรื่องนี้...cry
ประสบการณ์ร่วมมันสำคุญอ่ะคับบบbig smile
ที่ผมว่าน่าสนุกก็คือการทำsidestoryทั้งเครื่องดื่มประหลาด
หรือเวป(หลอกๆ) และการเอาบางอย่างไปเกี่ยวโยงกับซีรีย์lost นี่แหละ...เป็นการตอบโจทย์การเสพสื่อของคนทุกวันนี้

#6 By wesong on 2008-01-25 15:27

ยังไมได้ไปดูเล้ยsad smile
ยังไมได้ดูเลย

#8 By หมาบรีสก้า on 2008-01-25 16:46

ชอบตรง "ความลับที่ต้องคนหาต่อ" ครับ

มันทำให้หนังดูมีสเน่ห์ขึ้นมากทีเดียว

#9 By on 2008-01-25 19:16

อืม มีเหตุผลมากๆๆๆ กับฉากจบนั้นอะ=_=;

#10 By ... on 2008-01-25 19:25

หนังดี

สุดยิด

เจ๋ง !!!!

#11 By G.man on 2008-01-25 20:42

อยากดูหนังเรื่องนี้ค่ะตั้งใจไว้ตั้งแต่ที่ดูหนังตัวอย่างและค่ะ
ไม่รูว่าไปดูแล้วจะเปนไงแต่ก้อยังอยากที่จะไปดูค่ะconfused smile

#12 By goong (124.120.148.71) on 2008-01-25 22:12

ตอนไปดูแทบจะคลานออกไปเดี้ยงตั้งแต่ครึ่งเรื่อง ยิ่งช่วงที่วิ่งกันในทางรถไฟด้วยยิ่งทำผมแทบอ้วกเลยครับ T_T (แต่ตัวหนังดีมากชอบๆ)

#13 By Omega-Melon on 2008-01-25 23:28

มีแต่คนบอกว่าเวียนหัว
เลยไม่ได้ตั้งใจว่าจะไปดู
อ่านบทความแล้วก็ได้มุมมองเพิ่มดีเหมือนกันครับ open-mounthed smile

#14 By Beluga on 2008-01-25 23:56

หลายคนบอกเราเป้นเสียงเดียวว่า"ห่วย"

ไม่รู้เห่ะ

ต้องไปพิสูจด้วยตาเจ้าค่ะ

ฮี่ๆ

#15 By † Hotaru™ † on 2008-01-26 05:35

วิเคราะห์แง่มุมของหนังได้อย่างมีสาระมากครับ Hot!
ไม่ใช่แค่วิจารณ์แบบคนดูหนังธรรมดาๆ
ผมว่ามันไม่ได้สนุกแบบเอาใจคนดูล่ะนะ ถึงได้มีคนบ่นว่าห่วยออกมา แต่Cloverfield มันศิลป์มากกว่าทำเงินนะครับ ผมว่า

#16 By คุณแมว_OVA on 2008-01-26 20:00

อ้ะ เข้าแล้วเหยอsad smile กลัวอ้วกง่ะ...
แต่โปรเจคต์น่าหนับหนุนdouble wink

#17 By SiLLY OLD WaeW on 2008-01-27 21:55

อยากเห็นสัตว์ประหลาด

นั่งดูสัตว์ประหลาดของพี่เจ้ยรอบสอง

อึ้งกว่าเดิมอีกคับท่าน

ส่วนสัตว์ประหลาดเรื่องนี้ก็น่าสนคับ(แต่กลัวมึนจัง)
ยังไม่ได้ไปดูเลยค่ะ
แต่ว่ารู้คร่าวๆ นะค่ะ
แต่อยากดูนะ
ไม่มีเวลา
ฮือๆๆๆๆๆๆ

#19 By jasminey on 2008-01-28 10:11

ยังไม่ได้ดูเลยค่ะ

เดี่ยวตามเก็บทีหลัง ขอดูก่อนแล้วค่อยมาคุย confused smile
ยังไม่ได้ดูเลยค่ะbig smile

#21 By lamoon on 2008-01-30 23:16