Cloverfield การออกแบบ ประสบการณ์สัตว์ประหลาด
posted on 25 Jan 2008 13:48 by brawatcher in 02-WatchingRoom
หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ อาการที่เด่นชัดที่สุดที่เกิดขึ้นกับคนดูแทบจะทุกคน คงหนีไม่พ้น อาการคลื่นไส้ เวียนหัว และ อยากจะอ้วกออกมาซะให้ได้ บางคนอาจถึงกับด่าว่าหนังห่าอะไรวะ ไม่มีเรื่องราวอะไรเลย มึนหัวชิบหาย แต่อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ล้วนเป็นข้อยืนยันว่า เราได้มีประสบการณ์อยู่ในโลกของ cloverfeild เสียแล้ว
หากพูดในแง่ความเป็นหนัง Cloverfield เป็นหนังที่แทบจะไม่มีเรื่อง หนังถ่ายทอดผ่านกล้องวิดีโอ ที่ตัวละครคนหนึ่งใช้บันทึกภาพงานเลี้ยงส่งเพื่อนของเขา ที่กำลังจะไปทำงานที่ญี่ปุ่น โดยที่ยังไม่ได้เคลียร์ความเข้าใจ กับแฟนสาวของเขา แต่ระหว่างงานเลี้ยงนั้น สัตว์ประหลาดก็บุกเมืองอย่างไม่มีที่มาที่ไป เช่นเดียวกับตัวละครในหนัง คนดูถูกทำให้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และไอ้ตัวนี้มันมาจากไหน ที่ทำได้ก็แค่วิ่งหนีเอาตัวรอดเท่านั้น อย่างที่บอกคือภาพในหนังเป็นภาพจากกล้องวิดีโอ จากสายตาของตัวละครหนึ่งในหนัง ภาพที่ออกมาจึงดิบ และสั่นไหวอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้คนดูอย่างเราต้องมึนหัวจนแทบอ้วก แต่ก็สร้างความตื่นเต้น ราวกับอยู่ในเหตุการณ์จริงด้วยเช่นกัน หนังใช้ประโยชน์จากความเป็นกล้องวิดีโอ เป็นเทคนิคในการเล่าเรื่องได้อย่างฉลาด ที่น่าทึ่งที่สุดคือ การใช้ flashback ที่ฉลาดที่สุดเท่าที่เคยดูมาเลยก็ว่าได้ flashback ดังกล่าวมาในรูปแบบของภาพที่อยู่ในม้วนเก่า ซึ่งถูกอัดทับอยู่ เพราะฉะนั้นช่วงรอยต่อต่างๆ ของวันที่เมืองถูกถล่ม ที่ถูกถ่ายไว้ เราจะได้เห็นแง่มุมดราม่าของตัวละครเอกผ่านภาพในวิดีโอที่ถูกบันทึกไว้ก่อนหน้านั้น และด้วยความไม่มืออาชีพของคนถ่าย เราจึงได้เห็นภาพที่ถูกถ่ายไว้ก่อนหน้าเป็นระยะๆ (คนที่เคยใช้กล้องประเภท มินิดีวี จะเข้าใจเหตุการณ์นี้ดี) และนอกเหนือจากแง่มุมดราม่าของตัวละครนำแล้ว ยังแอบซ่อนสิ่งที่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งของเหตุการณ์นี้ก็เป็นได้ พูดกันถึงตัวหนังแล้วก็เป็นหนังที่ให้ความสนุกสนานตื่นเต้นได้ตามมาตรฐานของฮอลลีวู้ด ถ้าไม่นับวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ ก็เป็นหนังที่พอดูเอาสนุกได้เรื่องหนึ่ง น่าเสียดายที่ตอนท้ายกลับเลือกที่จะทำลายแนวทางที่ตัวเองเป็นมาตั้งแต่ต้น ที่พยายามสร้างความสมจริงมาตลอด ภาพที่ชัดเจนของไอ้ตัวนั้นในตอนท้าย จึงลดระดับตัวเองจนเป็นเหมือนภาพจากวิดีโอเกมดีๆ เพียงแค่นั้น
แต่สิ่งที่น่าพูดถึงอีกเรื่องสำหรับ cloverfield คือสิ่งที่ผมเรียกมันว่า “การออกแบบประสบการณ์” (ไม่แน่ใจว่ามันมีศัพท์วิชาการรึเปล่า ขอเรียกอย่างนี้แล้วกัน) การออกแบบที่ว่าเป็นแนวทางหนึ่งที่นิยมกันในหลายปีที่ผ่านมา โดยเรามักจะเห็นการออกแบบประเภทนี้ ในแวดวงของการออกแบบต่างๆ และ แวดวงศิลปะ (โดยเฉพาะงานประเภท installation art) จุดประสงค์คือนอกเหนือจากการออกแบบแล้ว คือการให้คนที่ชมหรือเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับงานออกแบบนั้นๆ มีประสบการณ์ร่วมกับมัน เช่นเดียวกับงานสถาปัตยกรรม ก็มีการออกแบบในแนวทางนี้เช่นกัน คือ นอกเหนือจากออกแบบสิ่งก่อสร้าง หรือาคารต่างๆ ยังออกแบบประสบการณ์ของผู้ที่เข้ามาที่สถาปัตยกรรมชิ้นนั้นๆด้วย ตัวอย่างเช่น Blur Building งานออกแบบของ Diller & Scofidio สิ่งก่อสร้างที่ถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำ ดูภายนอกราวกับก้อนเมฆ ก่อนที่จะเข้าไปในอาคารหลังนี้ เราจะได้รับเสื้อคลุมกันฝน เพื่อเดินเข้าไป โดยไม่เปียก สิ่งที่เราสามารถรู้สึกได้คือ ไม่เพียงเราจะได้เห็น space หรือ function ของอาคารเท่านั้น เรายังได้มีประสบการณ์ร่วมไปด้วย และประสบการณ์ที่ว่านี้เองที่ทำให้เราจดจำมัน ไม่เพียงแค่ชื่นชมในความสวยงาม ซึ่งแน่นอนว่า ประสบการณ์นี้ ได้ถูกออกแบบมาแล้ว
กลับมาพูดถึง Cloverfield กันต่อ ผมเชื่อว่าหนังเรื่องนี้ได้มีการออกแบบประสบการณ์ให้กับผู้ชมโดยที่เราอาจจะไม่ได้รู้ตัว เพราะนอกเหนือจากตัวหนัง ที่ทำตัวหลบๆซ่อนๆเพื่อเรียกร้องความสนใจใครรู้ตั้งนานสองนาน รวมไปถึงการสร้างเว็บไซต์เพื่อให้ข้อมูลที่ทำให้โลกในหนังดูน่าเชื่อถือ(ถึงแม้จะเป็นเรื่องโม้ก็เถอะ) อย่างเว็บไซต์เครื่องดื่ม Slusho! บริษัทที่พระเอกกำลังจะไปทำงาน (ซึ่งเมื่ออ่านประวัติของบริษัทนี้เราจะได้ข้อมูลอันน่าสงสัยเกี่ยวกับการทดลองที่กลางทะเล) รวมไปถึง my space ของตัวละครในเรื่องราวกับว่าพวกเขามีชีวิตอยู่ในโลกนี้จริงๆ นอกจากนั้นยังมีคลิปข่าวหลอกๆ ที่รายงานข่าวว่าแท่นขุดเจาะน้ำมัน(อีกธุรกิจหนึ่งของบริษัทที่พระเอกกำลังจะไปทำงานด้วย) ถูกทำลายโดยบางอย่าง และจมลงในมหาสมุทร สิ่งเหล่านี้เป็นข้อยืนยันที่ดีว่า ทีมงานผู้ผลิตหนังเรื่องนี้ มันไม่ได้แค่ทำหนังเท่านั้น แต่มันออกแบบประสบการณ์ให้คนดูอย่างเราด้วย ซึ่งต้องได้รับคำชมในมันสมอง และความช่างคิดของเขา คนหนึ่งที่เป็นต้นคิดสำคัญของโปรเจกต์นี้คือ J.J.Abrahams ผู้สร้าง ซีรีส์ที่ดีที่สุดในชีวิตการดูซีรีส์ของผมอย่าง “LOST” ซึ่งในซีรีส์ชุดที่ว่าก็เคยใช้วิธีการเดียวกันมาแล้ว เพื่อให้ข้อมูลอื่นๆ ให้เราได้เข้าใจที่มาที่ไปมากขึ้น และดูหนังได้อย่างสนุกมากขึ้นด้วย และที่สำคัญมันถูกทำขึ้นมาอย่างมีชั้นเชิง
ถึงแม้ว่าสิ่งทั้งหลายที่ทำขึ้นมาอาจจะเป็นเพียงแค่การตลาดเพื่อให้หนังดัง และไม่ใช่อะไรที่ใหม่ หลายปีก่อน The Blair Witch Project ก็เคยใช้วิธีนี้มาก่อน แต่อย่างน้อยเราก็ได้มีประสบการณ์ร่วมไปกับโลกของ Cloverfield จะมากจะน้อยก็แล้วแต่บุคคล และผมเชื่อว่าอาการอยากอ้วกหลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้ ถูก “ออกแบบประสบการณ์” ไว้แล้ว
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
เข้าไปดู my space ของตัวละครในเรื่องได้ที่
http://www.myspace.com/robbyhawkins
http://www.myspace.com/jj_hawkins
http://www.myspace.com/lily_ford
http://www.myspace.com/beth_mcintyre
http://www.myspace.com/hudsonplatt
http://www.myspace.com/marlenadiamond
เว็บไซต์บริษัทที่พระเอกจะไปทำงานด้วย : http://www.tagruato.jp/
เว็บไซต์เครื่องดื่ม slusho! อีกหนึ่งธุรกิจของบริษัท tagruato : www.slusho.jp
คลิปข่าวหลอกๆ แท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลของบริษัท tagruato ถูกโจมตี
ล้านเหตุผล ที่คนอยากกิน...ฟูจิ

นี่แหละวอร์ ออฟเดอร์ เวิร์ล ในรูปแบบที่มันควรจะเป็น
#1 By daylight on 2008-01-25 14:02