โลกนี้สีรุ้ง

posted on 18 Oct 2007 22:52 by brawatcher  in 01-LivingRoom

สมัยที่ผมเรียนชั้น ม.6 ช่วงนั้นผมชอบเขียนหนังสือมาก ในรายวิชาภาษาไทย อาจารย์สั่งให้ทุกคนในชั้น ทำผลงานทางภาษามาคนละ 1 ชิ้น ผมเขียนเรื่องสั้นกึ่งนิทานขึ้นมาหนึ่งเรื่อง (ผมไม่รู้ว่าจะเรียกมันเป็นอะไรดี เพราะมันไม่ใชนิทาน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสั้น เพราะใช้วิธีการแบบนิทาน แต่เนื้อหามันไม่ใช่นิทาน เออ จะเรียกว่าอะไรก็ช่างมันเหอะ) เรื่องราวของโลกใบหนึ่ง ที่ไม่มีสี ทั้งโลก มีเพียงสีขาว สีดำ และสีเทา สิ่งเดียวในโลกที่มีสีก็คือ รุ้งกินน้ำ วันหนึ่ง สีหนึ่งในนั้น เริ่มสละตนเอง เพื่อให้บางอย่างในโลกมีสีเดียวกับสีของตน และแต่ละสีของรุ้งกินน้ำก็ลดลงไปเรื่อยๆ เรื่องที่เหลือคงต้องไปคาดเดากันเอาเองละกัน ไม่อยากจะมาเล่าในที่แห่งนี้ หน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ ผมยกข้อความของเออร์เมสต์ เฮมมิ่งเวย์มาไว้ "โลกใบนี้น่าอยู่ และคุ้มค่าที่จะต่อสู้เพื่อปกป้อง"

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ วันหนึ่งมีคณะกรรมการชุดหนึ่งมาดูงานที่โรงเรียนของผม (ในเวลานั้นผมเรียนจบออกมาแล้ว) หนึ่งในนั้นเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ และด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบ หนังสือเรื่องนี้ที่ผมเขียนก็ได้กลายเป็นหนังสือที่พิมพ์จำหน่ายจริงๆ ในเวลานั้นเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจมากสำหรับผม ผมได้ค่าต้นฉบับมาห้าพันบาท ไม่มากมายนัก แต่การที่ได้เห็นชื่อตัวเองอยู่บนปกหนังสือ ก็เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจไม่น้อย โดยเฉพาะกับเด็กบ้านนอกที่เพิ่งเรียนจบม.6

สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ เรื่องราวของผมถูกทำให้กลายเป็นหนังสือนิทานเต็มตัว คำพูดในหน้าสุดท้ายที่ผมกำลังพยายายามบอกความหมาย ของเรื่องราวถูกตัดทิ้ง เหลือเพียงเฉพาะเรื่องราวของโลกขาวดำและรุ้งกินน้ำนั้น

หนังสือเล่มนี้ถูกจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สิปประภา เมื่อประมาณหกหรือเจ็ดปีก่อน คงมีไม่กี่คนที่เคยได้อ่าน เพราะเด็กคงไม่ชอบเรื่องราวที่เข้าใจยากแบบนี้แน่ๆ และผู้ใหญ่ก็คงไม่อ่านหนังสือนิทานปกแข็งประกอบแบบนี้เป็นแน่แท้ และที่สำคัญมันก็ไม่ใช่หนังสือที่ดีสักเท่าไหร่ เมื่อประมาณสองปีก่อนผมเห็นหนังสือของตัวเองในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ บู๊ตของสายส่งสุขภาพใจ ในมุมหนังสือลดราคา ยืนดูอยู่นานสองนาน ไม่เห็นมีใครหยิบชม ก็เลยซื้อมาเล่มนึง ไม่รู้ว่างานสัปดาห์หนังสือในปีนี้จะพอยังมีเหลืออยู่รึเปล่า ถ้าผู้ใดพบเห็นก็ช่วยอุดหนุนกันหน่อยนะ หวังว่าจะมีคนได้อ่านมันเพิ่มขึ้น สักคนสองคนก็ยังดี

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ดีใจด้วยจังเลยครับ...แต่ในเวลาเดียวกันก็เสียใจนะ..ที่มีคนเอาความคิดของเราไปไม่ครบ แต่ก็ถือว่าดีและเก่งมากเลยครับ ที่ความคิดของเราในวัยนั้นได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ได้confused smile

#1 By ปอนปอน on 2007-10-18 23:52

จะลองหาในงาน CMU BooK fair ครับ ^^

#2 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2007-10-18 23:53

เมื่อวานไปงานหนังสือมาแล้วอะดิ คงไม่ไปอีกแล้วล่ะ

แต่ว่า..อยากอ่านอะ ทำไงดี

เสียใจเรื่องตอนจบด้วยนะ เสียดายจัง ทำไมถึงได้ยินเรื่องแบบนี้อยู่เรื่อยเลยก็ม่ายรุ้

ปล.เรื่องย่อทำให้นึกถึง pleasantville ล่ะ(หนังเรื่องโปรดอีกแล้ว อิอิ)confused smile

#3 By SiLLY OLD WaeW on 2007-10-19 00:31

เด่วไปหามาชมครับconfused smile confused smile confused smile confused smile

#4 By nonworld on 2007-10-19 12:31

big smile เสียดายจังไม่มีโอกาสได้ไปงานสัปดาห์หนังสือ
..
แต่ถ้าเจอ จะรีบคว้ามาเลยค่ะ
..
big smile

#5 By so ทรุด so เซ on 2007-10-19 16:23

ไม่โอกาสได้ไปงานหนังสือคราวนี้ แต่ถ้าเจอที่ไหนจะแวะไปยลโฉมนะคะ

confused smile

#6 By lamoon on 2007-10-19 17:15

ว้า น่าเสียดายมากๆ เท่าที่อ่านนี่เนื้อเรื่องน่าสนใจมากเลย ได้เต็ม 10 รึเปล่าคะ ^^

อาจจะได้ไปเที่ยวในวันท้ายๆ ถ้าเจอจะช่วยนะคะ

#7 By Sirius on 2007-10-19 21:07

เป็นนักเขียนเหมือนกันค่ะ อืมม์ เข้าใจความรู้สึก เขียนแล้วอยากให้คนอ่าน แม้ไม่กี่หยิบมือก็พอ ที่ได้เห็นค่าของตัวหนังสือของเรา....น่าจะเข้ามาเร็วกว่านี้ เพราะอยู่ที่งานหนังสือทุกวัน ไม่งั้นได้ตามไปเก็บมาเป็นเจ้าของแล้วจ้า

#8 By ศรต on 2007-11-03 16:45

ตอนมอหก แตะบอลอย่างเดียว เพราะจะไปบราซิล(ล้อเล่น)