บทสรุปหนังดี ประจำครึ่งปีแรก
posted on 17 Jul 2007 15:46 by brawatcher in 02-WatchingRoom
ปีนี้ เป็นปีที่ดีปีหนึ่ง ในแง่ของชีวิตการดูหนัง มีหนังดีๆหลายเรื่องที่ได้ดูตั้งแต่ต้นปี บางเรื่องเป็นหนังที่เข้าตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เพิ่งจะมาได้ดูเอาในปีนี้ในเมื่อตอนนี้ก็ผ่านไปครึ่งปีแล้ว จึงอยากจะขอทบทวนหนังดีๆ ที่ได้ดูในครึ่งปีแรก โดยแต่ละเรื่องไม่ได้มีเหตุผลในการคัดเลือกอะไรมากนัก นอกจากความชอบของตัวเองเป็นหลักหากใครก็ตามที่อ่านแล้ว เมื่อหามาดูแล้วรู้สึกผิดหวังหรือไม่เห็นด้วย ผมก็ขอไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
- หมวดหนังดราม่า ฮูล่า Feel good
Hula Girls
ภาพยนตร์สัญชาติญี่ปุ่น ตัวแทนประเทศไปชิงออสการ์เมื่อปีก่อน มาในสูตรเดียวกับหนังยอดเยี่ยมในปีที่แล้ว(Always sunset on third street) คือ หนังที่โหยหาและรำลึกถึงอดีตอันแสนอบอุ่นของคนธรรมดาๆ กลุ่มหนึ่ง และมีเนื้อหาในแบบที่เรามักจะได้ดูกันเป็นประจำ คนกลุ่มหนึ่ง พยายามทำสิ่งหนึ่งที่ไม่เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ แต่เพราะความร่วมมือร่วมใจกัน สุดท้ายพวกเธอก็ฝ่าฟันอุปสรรคและเอาชนะใจทุกคนได้ (คุ้นๆมั้ย) หนังอย่าง Hula Girls ดำเนินตามสูตรที่ว่านี้ทุกประการ แต่ทำไมหนอ มันจึงออกมาดี และทำให้เรามีความสุขได้ขนาดนี้ Hula Girls เล่าถึงชุมชนบ้านนอกแห่งหนึ่งซึ่งคนส่วนใหญ่ทั้งชาย และหญิง ประกอบอาชีพเป็นชาวเหมืองถ่านหิน แต่เมื่อโลกได้เปลี่ยนไป อุสาหรรมแบบใหม่ คือ การใช้น้ำมันเริ่มเข้ามาแทนที่ เหมืองจำเป็นต้องเชิญพนักงานออกจากงาน แต่ผู้นำชุมชนคนหนึ่งก็ได้มีแผนการพัฒนาเมืองนี้ เพื่อให้ชาวบ้านทุกคนมีอาชีพต่อไปได้ คือการทำให้เมืองนี้เป็นฮาวายแห่งที่สอง ซึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การแสดงของสาวนักเต้นฮูล่า แน่นอน ชาวบ้านที่อยู่กับเหมืองมาทั้งชีวิตย่อมไม่มีทางเห็นด้วยกับงานเต้นกินรำกินแบบนี้ สมาชิกเริ่มต้นของกลุ่มจึงมีกันแค่ 4 คน เรื่องราวต่อจากนี้ก็ดำเนินไปตามสูตรของหนังแนวนี้ทั่วไป ระหว่างที่ดูสามารถคาดเดาได้ตลอดเวลา ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และเรื่องจะจบลงยังไง ฉากที่เรามักจะเห็นกันเป็นประจำในหนังแนวนี้ ก็ยังคงมีให้เห็นในหนังเรื่องนี้ ตัวอย่างเช่น ฉากพัฒนาการของกลุ่มสาวนักเต้น ที่เราจะเห็นจากคนที่ดูไม่มีวี่แววจะดีได้ และพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ฉากทะเลาะกันของคนในกลุ่ม และในที่สุดก็ได้ทำความเข้าใจกัน หรือฉากการแสดงอันน่าประทับใจในตอนจบ เข้าสูตรสำเร็จตามตำราเป๊ะๆ แต่ฉากซ้ำซากทั้งหลายเหล่านี้ กลับทำได้อย่างดี จนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นตรงหน้า หัวเราะ และ ร้องไห้ ไปกับทุกชีวิตในนั้น แค่นี้ก็คงเพียงพอแล้วสำหรับหนังดีๆเรื่องหนึ่ง
Little Miss Sunshine
หนึ่งในห้าหนังที่เข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์เยี่ยมเมื่อปีที่แล้ว และเป็นหนังที่ควรได้รางวัลนี้มากกว่า The Departed ล้านเท่า หนังเล่าถึงครอบครัวหนึ่ง ที่สมาชิกแต่ละคนล้วนจัดอยู่ในหมวดของคนขี้แพ้ เรื่องราวทั้งหมดอยู่ระหว่างการเดินทาง เพื่อส่งสมาชิกคนเล็กของครอบครัวเพื่อเข้าประกวดนางงาม ทุกๆคนได้เรียนรู้บาดแผลของตนเอง และสมาชิกคนอื่น และช่วยกันฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายผ่านเรื่องราวอันน่าขบขัน และประทับใจ หนังมีดีตรงบทภาพยนตร์ที่ให้รายละเอียดชีวิตของทุกคนอย่างมีสีสัน ฉากการรับประทานอาหารร่วมกันในตอนต้นเรื่องเพียงไม่กี่นาที กลับอธิบายตัวละครทุกตัวได้อย่างเข้าถึง และอีกหลายๆฉากที่สนุกมากๆ และ ประทับใจมากๆ กลับเกิดจากเหตุการณ์ง่ายๆ รวมไปถึงนักแสดงทุกคนที่สุดแสนจะ "ใช่" เป็นหนังหนึ่งเรื่องที่สามารถใช้เป็นตำราในการเขียนบทหนังได้เลย
Me and You and Everyone We Know
หนังอินดี้ที่ดูแล้วจี๊ดมากๆ เรื่องนี้เป็นหนังของผู้กำกับหญิง ที่ควบตำแหน่งแสดงเป็นนางเอกด้วย เป็นหนังที่เล่าด้วยภาษาที่ทันสมัยมากๆ ฉากหลายฉาก เป็นฉากที่ทำให้เราที่นั่งดูต้องชื่นชมว่าคิดฉากเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร ใครจะเชื่อว่า ฉากที่ผู้หญิงติดกาวตาช้างแล้วให้ชายคนหนึ่งช่วยกด เพื่อรอเวลาให้กาวแห้งมันจะออกมาโรแมนติกได้ขนาดนี้ ยังไม่รวมฉากอื่นๆ อีกมากมายที่ดูแล้วอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ของคนทำ เป็นหนังช่างคิดที่สุดที่ได้ดูมาในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้
The Devil Wears Prada
ผมไม่เคยชอบการแสดงของเมออรีล สตรีพ เลย ถึงแม้ว่าเธอจะได้ชื่อว่าเป็นนักแสดงที่ได้เข้าชิงออสการ์บ่อยที่สุด เพราะการแสดงของเธอ ดูเป็น "การแสดง" จนมากเกิน แต่กับเรื่องนี้เธอกลับทำให้ผมเชื่อว่า มีผู้หญิงคนนี้อยู่จริงๆ ทั้งสีหน้า และแววตา ล้วนแสดงให้เห็นความเป็นผู้หญิงที่ร้าย แต่มีความลึก และมีชีวิต หนังเล่าถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้รับโอกาสให้ทำงานกับผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าร้ายที่สุดในวงการแฟชั่น แต่ในความร้ายที่เธอถูกกระทำต่างๆนานา ก็ได้ทำให้เธอได้เติบโตเป็นคนที่มีคุณค่าไปพร้อมๆกัน เป็นหนังฮอลลีวูดที่มีฉากจบที่ดีมากเรื่องหนึ่ง ไม่ฟูมฟาย และไม่สรุปให้คนดูจนเกินเหตุ เพียงแค่การมองหน้า และส่งสายตากันของคนสองคน ก็บ่งบอกอะไรได้หลายอย่างโดยไม่ต้องมีคำพูดแม้แต่คำเดียว
- หมวดอลังการแอ็คชั่นมันส์โคตรๆ
300
หนังที่สร้างจากหนังสือการ์ตูน ของ แฟรงค์ มิลเลอร์ เช่นเดียวกับ Sin city เป็นหนังที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ป่าเถื่อน และไร้เหตุผล และแฝงไปด้วยทัศนคติเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งไม่ควรจะนำมายกย่องชื่นชมเลยด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่สามารถกลบความแย่ต่างๆที่กล่าวมาตอนต้นได้ คือฉากต่อสู้ที่สุดมันส์ และโคตรเท่ห์ ดำเนินเรื่องอย่างกระชับ และต่อเนื่อง สร้างอารมณ์ร่วมได้ตลอดเวลา แต่ละช็อตในหนังถูกดีไซน์มาอย่างสวยงามราวกับภาพวาด เป็นหนังที่สวยทุกช็อตจริงๆ
The Host
หนังสัตว์ประหลาด สัญชาติเกาหลี ที่ดูสนุก และตื่นเต้นมากๆ หนังหลอกด่าความหลงตัวเอง และความชอบเสือกของอเมริกันได้อย่างเจ็บแสบ เรื่องราวของครอบครัวชนชั้นล่างครอบครัวหนึ่ง ที่ประกอบอาชีพค้าขายอยู่ริมแม่น้ำ พ่อเป็นคนไม่เอาไหน แต่มีลูกสาวที่น่ารัก แต่แล้ววันดีคืนดี สัตว์ประหลาดหน้าตาน่าเกลียด ก็โผล่ขึ้นมาจากแม่น้ำ และวิ่งไล่จับคนกินเป็นว่าเล่น ลูกสาวที่น่ารักก็ตกเป็นเหยื่อเช่นเดียวกัน แต่เธอยังไม่ตาย ครอบครัวของเธอจึงหาทางช่วยเธออกมาอย่างสุดชีวิต ตามประสาที่คนธรรมดาๆจะทำได้ หนังโดดเด่นในเรื่องภาษาภาพที่สร้างความรู้สึกตื่นเต้นให้กับคนดูได้อย่างดี รวมไปถึงอารมณ์ขันในแบบตลกร้ายที่ถูกใส่เข้ามาในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแต่ได้ผลชะงัด ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผู้กำกับคนนี้(ซึ่งผมจำชื่อไม่ได้) มาตั้งแต่งานชิ้นก่อนอย่าง Memories of a Murder
Live Free or Die Hard
จอห์น แมคเคลน กลับมาในสภาพชายวัยกลางคนที่ถูกเมียทิ้ง ลูกสาวก็ไม่ใยดี ใช้ชีวิตตำรวจเงินเดือนน้อยไปวันๆ แต่เมื่อประเทศและลูกสาวของเขากำลังตกอยู่ในอันตราย เขาจึงต้องสู้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้เรื่องเทคโนโลยี ดิจิตอลห่าเหวอะไรนี้ที่ทำให้ประเทศวุ่นวายเลยก็ตาม หนังยังคงความเป็นหนัง Die Hard ทุกกระเบียดนิ้ว ความมีชีวิตที่เข้าถึงได้ของพระเอกทำให้คนดูเอาใจช่วยอยู่ตลอดเวลา ฉากบู๊ระห่ำ ดูเวอร์มากว่าภาคก่อนๆ แต่ความบ้าของพระเอกก็ทำให้เรามองข้ามมันไปได้ เป็นหนังที่คงความมันส์อยู่ได้ตลอดเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ และเป็นหนังภาคต่อที่ดีที่สุดของครึ่งปีแรกก็ว่าได้ เพราะหนังภาคสามของหนังยักษ์สามเรื่อง อย่าง Spider Man ,Pirates of the Caribbean ,Shrek ล้วนออกมาน่าผิดหวัง
Transformer
หนังฟอร์มยักษ์ที่สร้างจากการ์ตูนและของเล่น ที่ผมเคยเห็นเมื่อตอนเด็กๆ เมื่อมาอยู่ในมือไมเคิล เบย์ ทำให้ผมหวดหวั่นและไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ เพราะผมงานของเขามีเรื่องเดียวที่ผมชอบ คือ The Rock ส่วนหนังฮิตเรื่องอื่นๆของเขา ล้วนเป็นหนังแอ็คชั่นที่อุดมไปด้วยฉากเสี่ยวๆ อย่าง Armagedon และ Pearl Harbor หนังเรื่องนี้ก็ยังคงเอกลักษณ์ ฉากเสี่ยวๆ ประเภทที่ว่าตัวละครจ้องมองท้องฟ้าในยามอาทิตย์อัศดง ท้องฟ้าสีส้ม สร้างความหวังและพลังใจ ซึ่งดูกี่ทีมันก็เสี่ยวอยู่ดี แต่ส่วนอื่นๆ ของหนังเรื่องนี้ต่างหากที่ทำให้หนังดูสนุกสนานอยู่ตลอดเวลา ส่วนหนึ่งอาจต้องยกความดีความชอบให้กับ สปีลเบอร์ก ต้นคิดของโปรเจกต์นี้ ฉากเปิดเรื่องซึ่งเป็นฉากที่ตื่นเต้นที่สุดในหนัง ได้รับอิทธิพลมาจากสปีลเบอร์กอย่างชัดเจน ฉากถล่มกองทัพครั้งแรกทำให้ถึงกับนั่งเกร็งอยู่ตลอดเวลา ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคืออารมณ์ขันที่สร้างชีวิตชีวาให้กับหนัง และสร้างความผูกพันระหว่างคนดูกับหุ่นยนต์ น่าเสียดายที่ฉากต่อสู้ในตอนสุดท้าย ไมเคิล เบย์ ทำมันออกมาดูมั่วจนเกินไป ทำให้คนดูสังเกตไม่ทันว่า หุ่นตัวไหนสู้กับตัวไหนอยู่ ใครตาย ใครรอด ดูไม่ทันเลย แต่อย่างไรก็ตาม แค่ได้ดูหุ่นยนต์ที่แปลงร่างจากยานพาหนะต่าง ก็คุ้มแล้ว
- ผลงานท็อปฟอร์ม ของสามเพื่อนซี้เม็กซิกัน
เมื่อปีที่แล้ว สามเพื่อนซี้ผู้กำกับชาวเม็กซิกัน พร้อมใจกันทำหนังออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน และก็ต่างทำหน้าที่อย่างท็อปฟอร์มเหมือนๆกัน ราวกับนัดหมายกันไว้
Children of Men
ผลงานของ อัลฟองโซ่ คัวรอง เจ้าของผลงานฮิตๆอย่าง Great Expectation และ Y tu mama tambien หลังจากไปลองของกับ แฮรี่ พ็อตเตอร์ ภาคสาม ก็กลับมาพร้อมกับหนังวิทยาศาสตร์ว่าด้วยโลกอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งไม่มีประชากรเกิดใหม่มายี่สิบกว่าปี โลกเข้าสู่ยุคที่ไร้ความหวัง และเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางอุดมการณ์ และเมื่อวันหนึ่งผู้หญิงคนหนึ่งเกิดตั้งท้อง พระเอกจึงต้องทำหน้าที่อย่างไม่เต็มใจนัก เพื่อปกป้องแม่และลูกในท้องไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของใคร หนังโดดเด่นมากในแง่ของการถ่ายทำ ฉากแอ็คชั่นทั้งหลายที่หนังมี ใช้คัทจำนวนน้อยมากๆ หลายฉากเป็นฉากลองเทคที่เล่นกันยาวเกือบยี่สิบนาทีโดยไม่มีการตัดต่อเลย เราจึงได้เห็นฉากน่าทึ่งทั้งหลายที่ถูกคิดมาอย่างละเอียดจริง ไม่ว่าจะเป็นฉากรถของกลุ่มตัวเอก กำลังถูกโจมตี จากภายนอก ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ถูกคนวิ่งมารุม มอเตอร์ไซค์ไล่ตามข้างๆรถ และถูกเปิดประตูชน รถกระเด็น กระจกหน้ารถแตก คนในรถคนหนึ่งถูกยิง โดยไม่มีการตัดต่อเลย รวมไปถึงฉากคลอดลูกที่สมจริงที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์อีกด้วย เป็นหนังที่คนทำงานภาพยนตร์ควรดูไว้เพื่อศึกษาเรื่องหนึ่ง
Babel
ผลงานของผู้กำกับที่มีชื่อที่เรียกยากชิบหาย เอกลักษณ์งานของเขา มักจะเป็นหนังที่พูดถึงชีวิตของคนหลายคนที่ต่างมีเรื่องราวของตัวเอง แต่ก็มีจุดร่วมผูกพันเชื่อมโยงอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และมักจะตัดสลับกลับไปกลับมาอย่างไม่เรียงลำดับเวลา ผลงานเรื่องที่แล้วอย่าง 21 Grams เป็นตัวอย่างงานของเขา ผมดูหนังเรื่องก่อนๆไม่ค่อยรู้เรื่องนัก แต่ก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเขาอยู่เหมือนกัน หนังเรื่องล่าสุดนี้ เป็นงานที่ดูง่ายที่สุดของเขา รวมถึงประเด็นที่หนังพูดก็ล้วนมีความเชื่อมโยงอยู่ในเรื่องเดียวกันที่ว่า มนุษย์ ไม่ได้เลว แต่มีความโง่ ที่ทำให้ผลจากสิ่งที่กระทำไปนั้น ต้องกระทบไปถึงชีวิตของตัวเอง และคนอื่น หนังเรื่องนี้อาจจะไม่พยายามเท่ห์ เหมือนเรื่องก่อนๆของเขา แต่เป็นหนังที่คงแสดงให้เห็นความเก่งใของเขาในแง่การเล่าเรื่องที่เชื่อมโยงชีวิต ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน ให้ได้ประเด็นที่ต้องการสื่อสารได้อย่างสวยงาม
Pan's Labyrinth
กิลเลอร์โม่ เดล เตอโร่ เป็นคนที่หลงไหลในสิ่งมีชีวิตหน้าตาประหลาด หนังของเขาจึงมักจะมีตัวละครที่หน้าตาประหลาดเป็นตัวเอกอยู่เสมอ หนังฮอลลีวูด อย่าง Hellboy ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง หนังเรื่องนี้เล่าถึงหนูน้อยโอฟีเลีย ผู้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของสงคราม และชีวิตที่แสนโหดร้าย แต่เมื่อเธอได้เจอกับแพน เธอจึงได้เข้าสู่โลกของจินตนาการ ที่เธอคาดหวังว่าจะเป็นสิ่งที่สวยงาม แต่สุดท้ายแล้วเธอก็ได้เรียนรู้ว่า โลกของความจริง หรือโลกจินตนาการ ต่างก็โหดร้ายไม่แพ้กัน
- หมวดซีรีส์สุดฮิต ติดงอมแงม
จริงแล้วในหมวดนี้ควรจะมีซีรีส์สุดตื่นเต้นอย่าง 24 รวมอยู่ด้วย แต่ว่า SEASON 1-3 ผมได้ดูไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นซีรีส์ที่สนุกและลุ้นระทึกที่สุดเท่าที่เคยดูมาก็ว่าได้ ต้องชื่นชมความเก่ง และความฉลาดของคนเขียนบทอย่างมาก แต่เมือเรื่องดำเนินมาถึง SEASON 4 และ 5 เรื่องราวกลับด้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทีมงานเลือกที่จะตัดตัวละครที่เราผูกพันมาตั้งแต่ภาคแรก ทิ้งไป รวมไปถึงบทที่ลดความตื่นเต้นลงไป ส่วนซีรีส์เรื่องดังอีกเรื่องหนึ่งที่ได้ดูในปีนี้ อย่าง Prison Break ก็ต้องยอมรับ ว่าสนุกตื่นเต้นจริงๆ แต่ด้วยความน่าเชื่อถือบางประการ และทางออกบางอย่างที่ดูง่ายไปหน่อย ทำให้ไม่เลือกมาพูดถึงในเอนทรี่นี้
Desperate Housewives season1
เหล่าแม่บ้านสาวใหญ่ผู้สิ้นหวัง เป็นซีรีส์ที่พูดถึงสาวกลุ่มหนึ่ง ที่ต่างมีชีวิตที่มีปัญหาของแต่ละคนแตกต่างกันไป เรื่องแต่ละตอนทำให้เราผูกพันกับพวกเธอมากขึ้น ในขณะเดียวกัน เรื่องก็มีความลับดำมืดบางอย่างซ่อนอยู่ เป็นซีรีส์ที่สนุกสนาน ตลกขบขัน และน่าติดตามไปในเวลาเดียวกัน ส่วนที่แข็งแรงที่สุดในเรื่องก็คือ ตัวแสดงนำทุกคน ที่ต่างถ่ายทอดบทบาทออกมาได้อย่างไม่มีที่ติ ราวกับว่าเป็นชีวิตของพวกเธอเอง
Lost season 1-2
เรื่องของคนกลุ่มหนึ่งที่รอดชีวิตจากเครื่องบินที่ตกลงที่เกาะลึกลับแห่งหนึ่ง ในขณะที่แต่ละคนได้พบกับสถานการณ์ที่อัศจรรย์ และลึกลับบนเกาะ หนังก็เผยให้เห็นอดีตของแต่ละคนไปพร้อมๆกัน หนังโดดเด่นตั้งแต่คอนเซ็ปต์ของเรื่อง รวมไปถึงการค่อยๆเผยให้เห็นความลับบนเกาะ ที่นับวันยิ่งลึกลับ มากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงอดีตของแต่ละคนที่เชื่อมโยงกันอย่างไม่รู้ตัว ทำให้รู้สึกว่า การที่พวกเขาอยู่บนเครื่องบินลำเดียวกัน และตกลงบนเกาะนี้ อาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็ได้ เป็นซีรีส์ที่ดูสนุกตื่นเต้น และน่าติดตาม มากกว่าหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์หลายๆเรื่องด้วยซ้ำ
ทั้งหมดนี้คือหนังและซีรีส์ ที่คัดเลือกมาจากหนังที่ผมได้ดูตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา บางเรื่องอาจเป็นหนังที่ตกค้างจากปีที่แล้ว แต่เพิ่งจะมาได้ดูเอาปีนี้ ทุกเรื่องเป็นความชอบส่วนตัวล้วนๆ แต่ก็อยากจะแนะนำคนที่ได้อ่าน หามาดูกัน รับรองว่า ไม่ผิดหวัง ถึงแม้จะผิดหวัง ผมก็ไม่รับผิดชอบอยู่ดี
ล้านเหตุผล ที่คนอยากกิน...ฟูจิ

รอม่ายไหวแล๊ว ฮือๆๆ
#1 By wesong on 2007-07-17 16:06